black-ribbon


ท่องแดนภารตะ ตอน 2 : ศานตินิเกตัน เมืองแห่งศิลปะ ศิลปิน และมหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้
จำนวนผู้เยี่ยมชม 239 คน
  • ท่องแดนภารตะ ตอน 2 : ศานตินิเกตัน เมืองแห่งศิลปะ ศิลปิน และมหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้
    โดย...อุษาวดี ศรีทอง
    หลังจากที่ได้ชื่นชมวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองโกชิพร้อมกับเข้าดูเทศกาลศิลปะโกชิ เบียนนาเล่ 2016 ( Kochi – Muziris Biennale 2016) ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งงานศิลปะที่น่าสนใจของเอเชีย พวกเราทั้ง 5 คน อันประกอบไปด้วย ผู้เขียน และ พี่หน่อง ธวัชชัย สมคง บรรณาธิการนิตยสารไฟน์อาร์ท อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พี่เกี๊ยว อลงกรณ์ หล่อวัฒนา ศิลปินร่วมสมัย และคุณชโลธร อัญชลีสหกร นักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสารไฟน์อาร์ท ได้ออกเดินทางต่อไปยังเมืองเจนไน หรือมัทราสเพื่อที่จะต่อเครื่องสู่โกลกาตา เมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย อันเป็นที่ตั้งของ วิศวภารตี ศานตินิเกตัน มหาวิทยาลัยทางศิลปะและปรัชญาระดับโลก
    โดยระหว่างทางนับตั้งแต่สนามบินโกลกาตาถึงเมืองศานตินิเกตัน พวกเราต้องต่อรถยนต์เป็นระยะเวลากว่า 3-4 ชั่วโมง ซึ่งตลอดสองข้างทางต่างพบกับภาพผู้คนกับบ้านเมืองหลากสีรวมถึงการสัญจรที่เรียกได้ว่าเกินความคาดหมาย เมื่อรถของพวกเราต้องจอดแน่นิ่งอยู่หลังไม้กั้นรางรถไฟที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีเวลาที่ชัดเจนในการเปิดการสัญจร รถต่าง ๆ ต่างจอดกันเรียงรายราวกับตลาดโต้รุ่งที่ผู้คนบนรถเริ่มออกมาเดินขวักไขว่ พร้อมกับรถไฟที่แล่นผ่านไปขบวนแล้วขบวนเล่า ภาพดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนแถวนั้น เช่นเดียวกับพี่หน่อง ธวัชชัย สมคง และพี่เกี๊ยว อลงกรณ์ หล่อวัฒนา อดีตศิษย์เก่าแห่ง วิศวภารตี ศานตินิเกตัน ที่บอกตรงกันว่า “บางครั้งเราต้องรอถึง 5 ชั่วโมง กว่ารถไฟจะผ่านไปหมด” ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งเหนื่อยใจเพราะในช่วงเวลาที่แสงตะวันได้ตกดิน ลมหนาวที่พัดปลิวเข้ามาในรถ พร้อมกับภาษาและสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย กลับเพิ่มความหวาดหวั่นภายในใจของผู้เขียนขึ้นมาชั่วขณะ กระทั่งเสียงหวูดรถไฟจบลงพร้อมกับไม้กั้นรางรถไฟที่เปิดขึ้น และรถของพวกเราได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า อย่างรวดเร็ว
    ตลอดสองข้างทางที่เจือปนไปด้วยความมืด ศิลปินทั้งสามท่านต่างเล่าเรื่องความหลัง พร้อมเกร็ดประวัติศาสตร์ศิลป์ที่น่าสนใจต่าง ๆ กระทั่งรถค่อย ๆ ผ่านบ้านดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก่อนจะชะลอและจอดที่อาร์ตเซ็นเตอร์ (Art Center) ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามดูร่วมสมัย โดยมีศิลปินและอาจารย์จากคณะกาลาภาวนา หรือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยวิศวภารตี ศานตินิเกตัน มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกับแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ของอาร์ตเซ็นเตอร์ ซึ่งใช้เป็นที่พักและสถานที่ปฏิบัติงานของศิลปินในพำนัก รวมถึงศิลปินหน้าใหม่ที่เพึ่งสำเร็จการศึกษาให้มีพื้นที่จัดแสดงและสร้างสรรค์ผลงาน เช่นเดียวกับตัวแทนศิลปินจากประเทศไทยซึ่งในครั้งนี้ได้มาร่วมสร้างสรรค์งานศิลป์ในพื้นที่ดังกล่าว
    เช้าวันรุ่งขึ้นกับอากาศที่เย็นสบายเสมือนเปิดแอร์รอบเมืองตลอด 24 ชั่วโมง พวกเราเริ่มเดินทางไปเยี่ยมบ้านศิลปินเซรามิก ที่อยู่ไม่ไกลจากอาร์ตเซ็นเตอร์นัก ตลอดสองข้างทาง กลับเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่ปลูกดอกไม้สีสดต่าง ๆ เช่นเดียวกับบ้านของ Bidyut Kumar Roy ศิลปินชาวอินเดียที่ทุกมุมของบ้านล้วนถูกออกแบบและตกแต่งให้เป็นเสมือนงานศิลปะ โดยมีการนำเซรามิกที่เขาบรรจงรังสรรค์ประดับตกแต่งอย่างงดงาม ซึ่งพวกเราทั้ง 5 ยังได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยชาและขนมพื้นถิ่นยามเช้าจากศิลปิน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัยวิศวภารตี ศานตินิเกตัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
    อาคารเรียนขนาดกลางที่ถูกวาดหรือสลักลวดลายอย่างสวยงามเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก คือภาพแรกที่พวกเราพบเห็นเมื่อเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้อันเป็นสมญานามของวิศวภารตี ศานตินิเกตัน มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นมากว่า 100 ปี ซึ่งก่อตั้งโดยท่านรพินทรนาถ ฐากูร คีตกวีที่ต้องการพัฒนาและลดช่องว่างทางการศึกษาให้กับสตรีและชาวอินเดียทุกชั้นวรรณะ โดยใช้หลักการสอนที่เน้นความเป็นกันเองระหว่างครูและศิษย์ร่วมถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ นั่นเองที่ทำให้เราพบเห็นการเรียนการสอนภายใต้ต้นไม้ใหญ่น้อยในมหาวิทยาลัย และในบริเวณที่ไม่ไกลกันนักผู้เขียนยังได้พบกับพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติและผลงานทั้งยังเคยเป็นบ้านของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งภายในและภายนอกอาคารต่างถูกตกแต่งด้วยงานจิตรกรรมและประติมากรรม พวกเราเดินชมพิพิธภัณฑ์อยู่พักใหญ่ภายใต้ความกรุณาของ D.N. Dubey ผู้อำนายการพิพิธภัณฑ์ที่มาร่วมบอกเล่าประวัติของห้องหรือพื้นที่ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นเรือนรับรองบุคคลสำคัญต่าง ๆ อย่าง มหาตมา คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอินเดีย
    หลังการเดินชมพิพิธภัณฑ์พวกเราทั้ง 5 คน ได้เดินทางกลับไปยังอาร์ตเซ็นเตอร์เพื่อที่ศิลปินทั้ง 3 ท่าน ได้เริ่มปฏิบัติงานศิลป์ โดยอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม โดยนำลักษณะของถุงมือผ้าของชาวบ้านที่ร่วงหล่นกลางท้องถนนระหว่างการเดินทางที่เมืองเจนไนมาใช้เป็นสัญลักษณ์หลักในผลงาน ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพจำต่อวิถีชีวิตผู้คนในอินเดีย เช่นเดียวกับ พี่หน่อง ธวัชชัย สมคง ที่เล่นกับความหมายของความต่างระหว่างช่วงเวลาผ่านผลงานจิตรกรรมบนแผ่นไม้ ส่วนพี่เกี๊ยว อลงกรณ์ หล่อวัฒนา ได้นำเสนอภาพท่านรพินทรนาถ ฐากูร คีตกวีและครูผู้สร้างวิศวภารตี ผ่านผืนผ้าใบ
    หลังจากช่วงเวลาของการทำงานจบลง พวกเราได้เข้าชมผลงานทั้งทานมื้อค่ำ ณ บ้านของ Jogen Chowdhuryศิลปินผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของวงการศิลปะอินเดีย ด้วยผลงานภาพบุคคลที่สะท้อนเรื่องราวของวิถีชีวิตชาวอินเดียในยุคสมัยต่าง ๆ ผ่านรูปแบบจิตรกรรมแนวเหมือนจริง และกึ่งนามธรรม และหลายครั้งที่ผลงานเหล่านั้นได้ถูกนำไปจัดแสดงยังประเทศต่าง ๆ เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในปลายปี พ.ศ. 2559 ได้นำผลงานและเชิญ Jogen Chowdhury มาจัดแสดงพร้อมบรรยายถึงประวัติและแนวความคิดให้แก่นักศึกษาศิลปะ ศิลปิน อาจารย์และประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
    หลังอาหารมื้อค่ำกับบรรยากาศที่แสนประทับใจ พวกเราได้เดินทางกลับอาร์ตเซ็นเตอร์เพื่อพักผ่อนพร้อมกับคำเชิญในการเยี่ยมชมสตูดิโอและร่วมรับประทานอาหารมื้อต่าง ๆ ในวันพรุ่งนี้ ณ บ้านศิลปิน ที่ดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมของชาวอินเดียที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนไม่น้อย ความเป็นกันเองเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ศานตินิเกตันที่แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาเยือนได้ไม่น้อย
     
     
     

                                       

  • ภาพประทับใจ :
    ไม่พบรูปภาพ