Ocac.go.th


พงศาวดาร : กับกาลเวลาพิสูจน์คน
จำนวนผู้เยี่ยมชม 437 คน
  •  

     พงศาวดาร : กับกาลเวลาพิสูจน์คน

     
    Text : อุษาวดี ศรีทอง
    ฉันมีความเชื่อเสมอว่า “หากมนุษย์มุ่งหวังที่จะทำอะไรสักอย่างพร้อมลงมือทำสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจและศรัทธา ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ความเชื่อดังกล่าวได้มาพร้อมกับบทสนทนาระหว่างผู้เขียนกับคุณวีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ หรือที่คนในวงการศิลปะเรียกศิลปินผู้นี้ว่า “อายิโน๊ะ” อันมีที่มาจากสมญานามที่รุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ ได้มอบหมายให้แก่เขานับตั้งแต่เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
    เมื่อถามถึงความสนใจในศิลปะของอายิโน๊ะว่ามีจุดเริ่มต้นอย่างไร ? ศิลปินได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า นับตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เขาเริ่มจำความได้ ความสนใจทุกสิ่งอย่างนั้นมาจดจ่ออยู่ที่การขีดเขียนเส้นสีลงบนกระดาษ ชนิดที่ว่ายอมอดข้าว หรือไม่ไปเล่นกับเพื่อนกันเลยทีเดียว ยิ่งเมื่อรวมกับการที่คุณพ่อของอายิโน๊ะนั้นสนใจศิลปะ ทำให้กิจกรรมในวันหยุดของครอบครัวต่างมีจุดหมายไปที่หอศิลป์ แกลเลอรี หรือ พิพิธภัณฑ์ รวมถึงการนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และสังคมที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งความสนใจที่อายิโน๊ะมีนอกเหนือจากการสร้างและเสพงานศิลป์
    ครั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี อายิโน๊ะ จึงไม่ลังเลที่จะสอบแข่งขันเพื่อเข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ผลกลับออกมาว่าเขาสอบไม่ผ่าน อายิโน๊ะ จึงเลือกที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางศิลปะ ณ วิทยาเขตเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนที่จะกลับมาสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สำเร็จในปีต่อมา
    ด้วยความสนใจในศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทำให้อายิโน๊ะ เริ่มท้าทายความสามารถของตนเองผ่านการสร้างงานภาพพิมพ์แกะไม้ขนาดใหญ่ ภายใต้เรื่องราวของการดัดแปลงพันธุกรรมที่มนุษย์พยายามเข้าครอบงำผลผลิตทางธรรมชาติ ผลงานชุดนี้ทำให้ศิลปินได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 51 ปี พ.ศ. 2548 ในขณะที่อายิโน๊ะกำลังศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 ณ คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามมาด้วยเหรียญเงิน จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ปี พ.ศ. 2551 และ เหรียญทองแดง จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 52 ครั้งที่ 53 และ ครั้งที่ 55
    หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี อายิโน๊ะ ได้ตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโท สาขาภาพพิมพ์ ณ คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเขาได้เพิ่มความเข้มข้นของผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ด้วยการทดลองใช้สีต่าง ๆ มากขึ้น บวกกับขนาดของชิ้นงานที่ใหญ่เกินขอบเขตของศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ในไทยซึ่งเคยทำมา เพื่อล้อรับไปกับเรื่องราวและรูปทรงของผลไม้ที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม อันเป็นแนวคิดหลักในผลงานที่ศิลปินได้ต่อยอดจากงานชุดศิลปนิพนธ์ในช่วงชั้นปริญญาตรี โดยผลงานทุกชิ้นอายิโน๊ะจะพิมพ์และแกะจากแม่พิมพ์เดียวกัน กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำของศิลปินที่จะทำให้สีและรูปทรงขอภาพออกมาผสานกลมกลืนและแนบสนิทกันในกระดาษแผ่นหนึ่ง ทำให้ผลของงานภาพพิมพ์แกะไม้ของอายิโน๊ะที่ออกมานั้น ให้ลักษณะคล้ายงานจิตรกรรมทั้งจากเนื้อสีที่เกิดจากการพิมพ์ซ้อนกันกว่า 16 ชั้น และแม่พิมพ์ของงานที่จะถูกทำลายเพราะกระบวนการเพื่อคงไว้ซึ่งผลงานต้นฉบับเพียงชิ้นเดียว
    หลังสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท อายิโน๊ะตัดสินใจใช้เงินที่ได้รับจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ เพื่อซื้อแท่นพิมพ์ไว้ในบ้าน ทำให้ทุกวันที่ศิลปินว่างเว้นจากงานสอนที่คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เขาจะจดจ่ออยู่กับงานภาพพิมพ์และมีผลงานที่สดใหม่ออกมาให้ได้รับชมเสมอ
    การทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องทำให้ผลงานของอายิโน๊ะถูกรับเลือกให้จัดแสดงภายในหอศิลป์หรือแกลเลอรีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศกว่า 125 ครั้ง กระทั่ง ในปี พ.ศ. 2559 ที่อายิโน๊ะตัดสินใจแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในนิทรรศการที่มีชื่อว่า “เกียรติจิตรกร: Painter Prestige” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า โดยศิลปินได้นำผลงานภาพพิมพ์ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นกว่า 25 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกับผลงานจิตรกรรมชุดใหม่ จำนวน 25 ชิ้น ที่เขาตั้งใจรังสรรค์เรื่องราวและภาพประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่ยังฝังอยู่ในความทรงจำของเขาและประชาชนชาวไทย โดยอายิโน๊ะจงใจให้ชิ้นงานมีขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุภาพคน สัตว์ สิ่งของ ในขนาดเท่าจริงลงไป การทิ้งไว้ซึ่งร่องรอยของทีแปรงลงบนวัตถุยังส่งเสริมให้งานดูมีมิติ สร้างความสมจริงให้กับรูปทรงต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในภาพมากยิ่งขึ้น อายิโน๊ะยังจงใจให้รูปทรงต่าง ๆ อยู่ร่วมกันโดยไม่ใส่แสงและเงาใต้วัตถุ ทำให้ผลงานมีลักษณะคล้ายองค์ประกอบที่ถูกคอนลาสหรือปะติด อันเป็นความต้องการของศิลปินที่จะสื่อความหมายในเรื่องการเชื่อมต่อของกาลเวลาและการปะติดปะต่อของภาพจำจากบทเรียนประวัติศาสตร์ ที่หลายคราวเรื่องราวในตำรานั้นถูกเสริมเติมแต่งโดยผู้ชนะ และหลายครั้งที่บางเรื่องราวก็สร้างความสะเทือนใจให้ศิลปินไม่น้อย
    หลังผลงานชุดนี้อายิโน๊ะยังได้นำความสนใจในประเด็นทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสังคม เสนอผ่านนิทรรศการศิลปะ “Premium Art Exhibition” ซึ่งจัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และ นิทรรศการศิลปะ “SELFIE” ณ DUKE Gallery รวมถึงการทำหน้าที่ถ่ายทอดภาพรวมของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยผ่านการบรรยายและแสดงผลงานในเทศกาลศิลปะ “ Asean Art Exhibition 2017” ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอายิโน๊ะยังเตรียมนำเสนอผลงานชุดใหม่ในนิทรรศการศิลปะ “พงศาวดาร : Chornicle” ที่จะจัดขึ้น ณ หอศิลป ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ ในระหว่างวันที่ 21 กันยายน - 31 ตุลาคม 2560 โดยผลงานชุดนี้อายิโน๊ะ ต้องการถ่ายทอดคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษนั้นส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง เช่นเดียวกับปัจจุบันที่คงไม่สามารถยืนหยัดอย่างแข็งแรงได้หากขาดบุคคลผู้เป็นดั่งเสาหลักของประเทศชาติและรากฐานของภูมิปัญญา ซึ่งอายิโน๊ะมองว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากทุกแง่มุมทางประวัติศาสตร์ล้วนมีความงามซ่อนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเขาที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตทางประวัติศาสตร์ ที่พร้อมจะถ่ายทอดเรื่องราว และคุณค่าเหล่านั้นผ่านผลงานศิลปะที่เขาสร้างขึ้น
    ในวันนี้นับเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่อายิโน๊ะได้ทุ่มเทและมุ่งมั่นให้กับการทำงานศิลปะด้วยความรัก เคารพ และศรัทธา โดยมีบรมครูอย่างศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร และบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย รวมถึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ บรมครูทางด้านภาพพิมพ์แกะไม้ของไทย และครูอาจารย์ทุกท่านซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่อายิโน๊ะ เคารพ นับถือ และมุ่งหวังที่จะให้ผลงานของเขาทำหน้าที่เชื่อมต่อความศรัทธาถึงบุคคลเหล่านั้น ที่เป็นหนึ่งในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ศิลป์ที่สำคัญในชีวิตของอายิโน๊ะรวมถึงคนไทยทุกคนด้วยเช่นกัน
     
     
     
     
     
  • ภาพประทับใจ :
    ไม่พบรูปภาพ