Ocac.go.th


“อุปโลกน์” โดย ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง ศิลปินผู้ใช้งานจิตรกรรมกะเทาะเปลือกสังคม
จำนวนผู้เยี่ยมชม 217 คน
  •  “อุปโลกน์” โดย ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง ศิลปินผู้ใช้งานจิตรกรรมกะเทาะเปลือกสังคม

    Text : อุษาวดี ศรีทอง
     
    มนุษย์คือสัตว์สังคม ดังนั้นการจะแยกตัวออกจากกรอบปฏิบัติของกลุ่มคนที่รายล้อมจึงดูเป็นเรื่องยากมากพอกับการกลับเข้าไปอยู่ในถ้ำราวมนุษย์ยุคหิน ดังนั้นเมื่อมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน การพยายามปรับเปลี่ยนตนเองและสถานะให้เป็นที่ยอมรับของสังคมจึงเกิดขึ้น โครงสร้างความคิดที่มาพร้อมกับนิสัยใจคอ ซึ่งมีผลจากการเลี้ยงดูที่ได้หล่อหลอมให้แต่ละคนมีพฤติกรรมและการแสดงออกที่ต่างกัน นั้นยังไม่รวมถึงประเพณีหรือกรอบของวัฒนธรรมที่ครอบงำความคิดของมนุษย์ราวกับถูกส่งผ่านดีเอ็นเอ ( DNA )
    เมื่อมนุษย์ไม่อาจที่จะหลุดกรอบของสังคมหรือใช้ชีวิตได้ตามอิสระ ความพยายามสร้างอัตลักษณ์หรือภาพลักษณ์จึงอยู่ควบคู่มากับมนุษย์ทุกยุคสมัย อย่างที่เห็นได้ชัดผ่านเครื่องแต่งกายหรือข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่แต่ละคนต่างเลือกมาประดับตกแต่งเพื่อบ่งบอกถึงรสนิยมและสถานะ
    การเฝ้ามองพฤติกรรมเหล่านั้นได้นำมาซึ่งการตั้งคำถามที่แปลค่าเป็นผลงานศิลปะของ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง ศิลปินเลือดใหม่จากรั้วเพาะช่างที่มีรางวัลการันตีอย่าง รางวัลดีเด่นจากการประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 19 ซึ่งผลงานของผดุงศักดิ์ ยังเข้าตา คุณจตุรงค์ เก็งวินิจ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งนัมเบอร์วันแกลเลอรี ซึ่งชักชวนให้ผดุงศักดิ์ เข้ามาจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในแกลเลอรีภายในชื่อนิทรรศการว่า “อุปโลกน์” ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 9 – 30 กันยายน 2560 ด้วยแนวความคิดที่วิพากษ์สังคมในแบบที่ใครหลายคนอาจคิดไม่ถึง เช่นผลงานที่มีชื่อว่า “ผดุง” กับภาพของหญิงสาวที่กำลังถักทอเส้นด้ายตามอย่างจริยวัตรหญิงไทยสมัยก่อน ซึ่งเธอได้นั่งอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้รวมทั้งตัวละครอย่างบุรุษในชุดเครื่องแบบที่ถือปืนเพ่งเล็งไปยังเบื้องหน้า อากัปเหล่านั้นผดุงศักดิ์ต้องการแทนความหมายของการถูกจำกัดสิทธิของเหล่าสตรีที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ในโลกของปัจจุบันที่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาครอบงำ แต่แนวคิดที่ฝังรากลึกของบุรุษที่มีต่อสตรี หรือแม้กระทั่งสตรีที่มีมุมมองหรือแนวคิด ความเชื่อทางศาสนา และวัฒนาธรรมที่หนาแน่นกลับกลายมาเป็นกรอบที่ครอบตัวของพวกเธอเอง
    แนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงมาสู่ “ความฝันของนกเงือก” ผลงานที่ตั้งคำถามต่อพิธีกรรมแต่งงานที่สังคมยังเชื่อว่าเป็นสิ่งดีงามและสามารถการันตีความรักระหว่าง ชาย หญิง แต่สำหรับผดุงศักดิ์แล้ว เขากลับมองว่าพิธีกรรมเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคู่ครองยั่งยืนยาวนาน ตรงกันข้ามหลายครั้งที่ปัจจัยต่าง ๆ จากพิธีกรรม ไม่ว่าจะเรื่องสินสอด ทองหมั้น หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นระหว่างญาติทั้งสองฝ่ายที่ต่างกัน นั้นอาจนำมาซึ่งปัญหาและรอยร้าวได้เสมอ พิธีแต่งงานจึงอาจกลายเป็นเพียงหน้าฉากอันสวยหรูแบบที่ใครหลายคนปรารถนา ซึ่งสำหรับผดุงศักดิ์แล้วเขากลับมองเป็นละครฉากหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
    จากรูปแบบผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบที่ผดุงศักดิ์ได้สอดแทรกสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความหมายแฝง จนทำให้ผลงานของเขาเต็มไปด้วยถ้อยความจากศิลปินที่ต้องการส่งต่อถึงผู้ชม ซึ่งรูปแบบงานดังกล่าวนั้นดูจะเป็นสไตล์ที่นัมเบอร์วันแกลเลอรีให้ความสนใจและมักคัดสรรศิลปินที่สร้างสรรค์งานจิตรกรรมเชิงสัญลักษณ์เข้ามาจัดแสดงในพื้นที่เสมอ
    ผู้เขียนจึงได้สอบถามคุณจตุรงค์ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งนัมเบอร์วันแกลเลอรี ทำให้ทราบถึงแนวคิดและจุดเริ่มต้นของพื้นที่ดังกล่าวว่า เกิดจากความชื่นชอบการถ่ายภาพของคุณจตุรงค์เองที่ถือเป็นช่างภาพมืออาชีพและอยากหาสถานที่ติดตั้งหรือแสดงภาพผลงานของตน จึงได้มองพื้นที่ในตึกสีลมแกลเลอเรียเพื่อจัดแสดงผลงาน กระทั่งผ่านมา 3 เดือนคุณจตุรงค์มองว่าอยากที่จะนำผลงานของศิลปินไทยที่มีความสามารถมาจัดแสดงในแกลเลอรี ซึ่งเขาวางแผนให้มีนิทรรศการหมุนเวียนทุกเดือนราวกับการฉายภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ชมได้พบกับผลงานที่สดใหม่ของศิลปินแต่ละท่าน ซึ่งคุณจตุรงค์ได้ดำเนินการเช่นนี้มาตลอดระยะเวลา 12 ปี รวม 99 นิทรรศการ ผ่านแกลเลอรีหลักอย่างนัมเบอร์วันแกลเลอรี และ สีลมแกลเลอเรีย อีกหนึ่งพื้นที่สำหรับศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งมีผลงานเชิงสัญลักษณ์สอดแทรกไปด้วยความหมายและฝีมือที่แม่นยำ จนทำให้ปัจจุบันหลายท่านได้กลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงจากการจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีแห่งนี้
    ในวันนี้นัมเบอร์วันแกลเลอรีกับพื้นที่แห่งใหม่ในซอยสีลม 21 ภายใต้แนวคิดของการสร้างและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ พร้อมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่มุมกาแฟและขนมหวาน เพื่อรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเสพงานศิลป์เพิ่มมากขึ้น การปรับตัวของแกลเลอรีเอกชนในประเทศไทยเพื่อความคงอยู่ จึงเป็นสิ่งที่นัมเบอร์วันแกลเลอรีนั้นทำมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการล้มหายของเพื่อน ๆ แกลเลอรีเอกชน ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปิดตัว ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว การคงอยู่ของศิลปินและแกลเลอรีจะเป็นอย่างไรนั้น กลไกหนึ่งที่สำคัญและช่วยขับเคลื่อนวงการศิลปะของไทยอาจไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นตัวของผู้อ่านเอง ที่เพียงแค่เดินเข้าไปชมงานศิลป์ก็สามารถเพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับคนทำงานได้แล้ว
    ศิลปิน หอศิลป์หรือแกลเลอรี ผู้เสพงาน นักสะสมผลงาน และสื่อมวลชน จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะให้ดำเนินต่อไป
     
     
     
     

     

  • ภาพประทับใจ :
    ไม่พบรูปภาพ