Ocac.go.th


ทัศนะจิตรกรรุ่นใหม่จากค่ายศิลปากร / 2
จำนวนผู้เยี่ยมชม 73 คน
  •  ทัศนะจิตรกรรุ่นใหม่จากค่ายศิลปากร / 2

     

     

    โดย วราวุฒิ โตอุรวงศ์
    จากความเดิมในตอนที่แล้วที่ได้แบ่งกลุ่มการสร้างงานจิตรกรรมของจิตรกรรุ่นใหม่ในค่ายศิลปากร จากนิทรรศการ “NOIR ART THESIS 2016” ในตอนที่ 2 นี้เราก็ยังคงอยู่กับกลุ่มที่ทบทวนบริบทต่าง ๆ ของงานจิตรกรรมกับแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ไปสู่การตีความใหม่กันต่อครับ โดยตัวอย่างผลงานชิ้นต่อไปคือผลงานที่ชื่อ “งานจิตรกรรมในห้องปฏิบัติงานจิตรกรรมบนจิตรกรรมบนผ้าใบ” โดย ศักรินทร์ สุขมานะธรรม หากเริ่มจากพิจารณาชื่อผลงาน เราจะรู้สึกว่าชื่อมีความยียวน และก่อกวนความรู้สึกต่อการสร้างความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ชื่อผลงานจึงเป็นการอธิบายทั้งทางกายภาพ และความหมายของงานจิตรกรรม กล่าวคือตัวงานจริงของจิตรกรรมมีสาระซ้อนร่วมกับเรื่องราวของจิตรกรรมอีกทีหนึ่ง และเมื่อเราพิจารณาจากผลงานจิตรกรรมภายในห้องนิทรรศการของ ศักรินทร์ เราจะพบว่าจิตรกรจงใจนำเสนอการจำลองข้อเท็จจริงของการมองหน้าต่าง ให้ภาพผลงานมีมุมมองคล้ายกับ “หน้าต่างที่เปิดออก” ดั่งเช่นนิยามของงานจิตรกรรมในอดีต แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของผลงานเราจะรับรู้ว่ามุมมองของหน้าต่างที่เปิดออกนี้มิได้เป็นการมองออกไป แต่เป็นการมองมุมกลับเข้ามาเพื่อให้เห็นภายในห้อง จึงเท่ากับว่าผู้ดูงานกำลังยืนมองจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร จากการกำหนดมุมมองเช่นนี้จึงชวนให้เราย้อนกลับไปทบทวนนิยามทางจิตรกรรมที่แฝงอารมณ์ขันแบบฝืด ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากผลงานได้มีการสอดแทรกการวิพากษ์บทบาทของงานจิตรกรรม วิถีของจิตรกร วงการศิลปะ และระบบการศึกษาศิลปะไว้อย่างแผ่วเบา เพราะผู้ดูจะให้ความสนใจไปที่กายภาพก่อนเนื้อหาสาระ เนื่องจากแรงดึงดูดจากการแสดงออกแบบเหมือนจริงอย่างที่สุด “Hyper Realism” ผู้ดูจะเพลิดเพลินไปกับศักยภาพของจิตรกรในการให้รายละเอียดต่าง ๆ ภายในภาพ
    ซึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นความเชื่อชนิดหนึ่งที่จะเป็นแนวทางในการค้นหาความจริง ความเชื่อในแบบวิทยาศาสตร์กับความเชื่อแบบตาสีตาสา เมื่อเรามองในลักษณะนี้ความเชื่อทั้งสองแบบก็มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือสามารถสร้างความหวัง และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ภาพใบหน้าเอเลี่ยนบนคราบของวัฒนธรรมไทยได้ชวนให้เราทบทวนบริบทของสังคมไทยได้อย่างมีรสชาติ ด้วยการใช้การ (Entertain) แบบภาพยนตร์ และความตลกขบขันที่แฝงอารมณ์ความรู้สึก และจินตนาการแบบนิยายทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสาระทั้งหมดได้ถูกบรรจุอยู่ในพื้นที่ของงานจิตรกรรม และจิตรกรรมของ กมลฉัตร อาจเปรียบเสมือนเป็นพื้นที่แห่งการยำผสมภาพจำของเรา..(โปรดติดตามบทความตอนที่ 3 ต่อไป) ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่รับรู้ได้จากผลงาน ปกติงานในแนวเหมือนจริงจะมุ่งเน้นการนำเสนอสภาพข้อเท็จจริงตามตาเห็น แต่ผลงานแบบเหมือนจริงของ ศักรินทร์ กลับมีอารมณ์แบบเกินจริงอย่างลึกลับ ความรู้สึกเช่นนี้น่าจะเกิดจาก 2 เหตุผลหลัก 1. จุดเด่นในภาพเป็นรูปเอเลี่ยนที่โผล่ออกมาจากมุมด้านล่างของหน้าต่าง และบรรยากาศภาพที่มืดสลัว 2. หากเราพิจารณารายละเอียดภาพในส่วนของภาพสะท้อนจากกระจก ทำให้เราเห็นทิวทัศน์เบื้องหลังที่เป็นตัวกำหนดเส้นระดับสายตา (Horizontal line) จึงทำให้เรารู้ได้ว่ามุมมองนี้เป็นมุมมองจากที่สูง ดังนั้นผู้ดูงานจิตรกรรมชิ้นนี้นอกจากจะถูกกำหนดให้มองจากด้านนอกเข้าสู่ภายใน (Studio) แล้วนั้น ผู้ดูจะต้อง “ลอยตัว” มองเข้ามาอีกด้วย ข้อสังเกตทั้ง 2 ข้อนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบประหลาดจากภาพที่ดูเหมือนจะธรรมดา ผลงานของ ศักรินทร์ จึงชวนให้เราคิดทบทวนกับบริบทแวดล้อมของจิตรกรรม เช่นการตระหนักรู้ถึงจิตรกรรมที่เท่ากับความจริง กลลวง และวัตถุไปพร้อม ๆ กับการนำเสนอสุนทรียภาพของงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิม
    เช่นเดียวกับผลงาน “Tachomak” โดย กมลฉัตร เป็งโท ซึ่งได้สร้างภาพใบหน้าเอเลี่ยน (ที่อาจเป็นเอเลี่ยนตัวเดียวกันกับที่อยู่ในภาพจิตรกรรมของ ศักรินทร์) ขนาดใหญ่ และดวงตาเปิดโต คล้ายภาพจำของเราจากภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ (Sci-fi) ตลอดจนการให้บรรยากาศของสีที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ และความเป็น Fantasy ผสมผสานกันอยู่ และเมื่อเราสังเกตไปในรายละเอียดที่เป็นองค์ประกอบร่วมกับใบหน้าก็จะพบว่ามีเครื่องประดับที่อยู่บริเวณใบหูนั้นเป็น “จรหู ลายกนก” และส่วนบนของช่วงศีรษะที่อยู่ตอนบนของภาพมีลักษณะคล้ายก้อนเนื้อทรงสูงพุ่งออกไปนอกเฟรม จึงทำให้เรานึกถึง “ชฎา” ตลอดจนรัศมีที่เปล่งแสงอยู่บริเวณหลังศีรษะ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เราเห็นกลวิธีในการผสมผสานภาพที่มีที่มาที่หลากหลาย คือการนำภาพของเอเลี่ยนที่มีความเป็นสากล และความเชื่อทางวิทยาศาสตร์เข้ามาอยู่ร่วมกับเครื่องตกแต่งร่างกายที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของสังคมไทยให้อยู่ภายใต้กลุ่มสีที่ก่อตัวเป็นบรรยากาศ ผลงานจึงเผยให้เราสามารถตีความได้หลายแง่มุม เช่น ภาพสะท้อนของสภาพสังคมไทยที่เต็มไปด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมและความเชื่อ ดั่งที่นักวิชาการได้สรุปภาพรวมของการนับถือศาสนาของสังคมไทยซึ่งมีการนับถือศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธร่วมกันอยู่ ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ได้จากทั้งในวัดวาอาราม โรงเรียน โรงพยาบาล สถานประกอบธุรกิจ ห้างร้าน สรุปคือแทบทุกที่เต็มไปด้วยศาสนาแบบผสม ผลงานของ กมลฉัตร ยังชวนให้เรานึกถึงสถานการณ์ของประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะสังคมไทยที่พยามผลักดันให้เป็นสังคมสมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับสภาพความเป็นจริงที่คนในสังคมไทยยังคงยึดมั่นในการเชื่อผีสาง เทวดา บนบานศาลกล่าว ขอเลขเด็ด ฯลฯ สภาพการณ์เช่นนี้นักสังคมศาสตร์จึงให้นิยามไว้ว่าสังคมสมัยใหม่ที่ปราศจากคนสมัยใหม่ ในอีกมุมหนึ่งอาจทำให้เราคิดทบทวนวิทยาศาสตร์ในบางแง่โดยเฉพาะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีความชัดเจนจึงเป็นการคาดการณ์ และความน่าจะเป็นมากว่าความจริง ซึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นความเชื่อชนิดหนึ่งที่จะเป็นแนวทางในการค้นหาความจริง ความเชื่อในแบบวิทยาศาสตร์ กับความเชื่อแบบตาสีตาสา เมื่อเรามองในลักษณะนี้ความเชื่อทั้งสองแบบก็มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือสามารถสร้างความหวัง และเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ภาพใบหน้าเอเลี่ยนบนคราบของวัฒนธรรมไทยได้ชวนให้เราทบทวนบริบทของสังคมไทยได้อย่างมีรสชาติ ด้วยการใช้การ (Entertain) แบบภาพยนตร์ และความตลกขบขันที่แฝงอารมณ์ความรู้สึก และจินตนาการแบบนิยายทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสาระทั้งหมดได้ถูกบรรจุอยู่ในพื้นที่ของงานจิตรกรรม และจิตรกรรมของ กมลฉัตร อาจเปรียบเสมือนเป็นพื้นที่แห่งการยำผสมภาพจำของเรา..(โปรดติดตามบทความตอนที่ 3 ต่อไป)
  • ภาพประทับใจ :
    ไม่พบรูปภาพ