Ocac.go.th


ทัศนะจิตรกรรุ่นใหม่จากค่ายศิลปากร / 3
จำนวนผู้เยี่ยมชม 102 คน
  •  ทัศนะจิตรกรรุ่นใหม่จากค่ายศิลปากร / 3

     
    โดย วราวุฒิ โตอุรวงศ์
    ในนิทรรศการ “NOIR ART THESIS 2016” ตอนที่ 3 นี้จะนำเสนอผลงานจิตรกรรมที่มีแนวทางการสร้างสรรค์ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการทบทวนบริบทต่าง ๆ ของงานจิตรกรรมกับแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ไปสู่การตีความใหม่ กับการนำเสนอสุนทรียภาพแบบดั้งเดิม ซึ่งผลงานของจิตรกรในกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับคุณลักษณะเฉพาะของงานจิตรกรรม เช่น ความงาม การแสดงออก และการกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึก สิ่งเหล่านี้เป็นดั่งเสน่ห์ของภาษาภาพที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งในการสื่อสารให้เข้าถึงใจของผู้ดู จะขอเริ่มจากผลงานของ นางสาวสุจิตรา แสงพุก กับผลงานที่ชื่อ “กายภาพและการจับจ้องของเพศภาพ หมายเลข 1” เทคนิคสื่อผสมบนผ้าใบ ผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ชิ้นนี้เป็นภาพร่างกายช่วงลำตัวตอนบนจากหน้าอกถึงสะโพกของหญิงสาวที่สวมใส่เพียงชุดชั้นในซึ่งในมือของหญิงสาวได้ถือพู่กันที่จุ่มสีแดง และกำลังใช้สีแดงป้ายลงไปบนเรือนร่างของเธอเอง จากกายภาพของผลงานทำให้เราสนใจการสื่อสารของจิตรกรอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1.การขยายร่างกายของหญิงสาวให้มีขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มพื้นที่การแสดงออกของจิตรกร ด้วยการสร้างพื้นผิวที่มีลักษณะต่าง ๆ และใช้แท่งถ่านขูดขีด และลูบไล้ทับลงบนพื้นผิวให้เกิดค่าน้ำหนักอ่อนแก่ ผลจากการแสดงออกและการขยายสัดส่วนของจิตรกรส่งผลให้ภาพหญิงสาวเต็มไปด้วยริ้วรอยทั่วเรือนร่าง ในแง่นี้ทำให้เรานึกเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่ขัดกับความประสงค์ของหญิงสาวที่หลงใหลกับความเนียนของผิวกาย ส่วนการสื่อสารในแบบที่ 2. คือการแทนค่าสีแดงที่ปรากฏอยู่ในภาพผลงาน สีแดงนี้ได้ถูกแทนค่าให้เป็นสีในเชิงวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับการกระทำของจิตรกรที่กระทำบนผ้าใบของเธอให้เป็นภาพหญิงสาวที่กำลังใช้สีแดงกระทำบางอย่างลงบนเรือนร่างของตนเองอีกทอดหนึ่ง สุจิตราในฐานะจิตรกรหญิงได้นำเสนอสภาพการถูกกระทำของหญิงสาวซึ่งอาจอุปมาได้กับการควบคุมภายใต้การสร้างค่านิยมของหญิงสาวด้วยกันเอง สาระทั้งหมดถูกอธิบายผ่านการแสดงออกที่รุนแรงของจิตรกร และการตัดสินใจที่มีความฉับไวแบบพวก expressionism ซึ่งเป้าประสงค์ในการแสดงออกลักษณะนี้ก็เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งสำคัญ
    ผลงานชิ้นต่อไปเป็นงานจิตรกรรมของ กนกพร ศรีจง ซึ่งเป็นจิตรกรหญิงอีกท่านจากผลงานที่ชื่อ“Kanokporn Studio” ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้มีแรงดึงดูดผู้ดูอย่างสูงจากขนาดของผลงานที่มีขนาดใหญ่ถึงสามคูณแปดเมตร และยิ่งทึ่งไปอีกระดับเมื่อรู้ว่าเป็นผลงานของหญิงสาวร่างเล็กแบบสาวไทย ความตระการตาของผู้ดูเมื่ออยู่ต่อหน้าผลงานขนาดใหญ่เช่นนี้ ผู้ดูจะรู้สึกเหมือนกับตกอยู่ภายใต้สถานที่ที่มีความโอ่โถง และชวนให้ผู้ดูต้องเคลื่อนตัวไปพิจารณาร่องรอยการกระทำของจิตรกรที่พยายามสร้างพื้นที่ใหม่บนผืนผ้าใบให้เกิดเป็นสถานที่ที่ก้ำกึ่งระหว่างหอศิลป์กับสตูดิโอ ในเบื้องต้นผลงานทำให้เรารู้สึกถึงทั้งความสัมพันธ์ และความแตกต่างปะปนกันอยู่ เราจะสามารถมองเห็นมุมมองที่มีความสอดคล้องและต่อเนื่องกันในเบื้องต้น และเมื่อเราพิจารณาภาพต่อไปอีกเราจะพบรูปผลงานศิลปกรรมในอดีตของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยอยู่ร่วมกับสตูดิโอที่มีข้าวของวางอยู่อย่างอีเหละเขะขะ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานที่ที่เป็นดั่งพื้นที่ส่วนตัว ถึงจุดนี้เราจึงรู้สึกถึงความไม่เข้ากันระหว่างวัตถุสิ่งของกับสถานที่ แต่เมื่อเราสังเกตภาพอย่างละเอียดก็จะพบว่าในความไม่เข้ากันนี้ก็เผยให้เห็นว่าจิตรกรได้เขียนภาพพื้นที่มีผลงานจิตรกรรมซ้อนอยู่ในผลงานจิตรกรรมอีกทีหนึ่ง แต่ด้วยผลงานที่มีขนาดใหญ่จึงทำให้ภาพสองแบบมีความกลมกลืนอย่างยิ่ง ผลงานของกนกพรจึงชวนให้เราคิดเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตของจิตรกรที่อยู่ในเงื่อนไขของเวลา เช่น รอยต่อระหว่างการสร้างงานศิลปกรรมในพื้นที่ส่วนตัวไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะ หรือความเป็นประวัติศาสตร์ที่ชวนให้เราได้สืบค้น และดื่มด่ำซึ่งมีนัยของการยกย่องเชิดชูเรื่องราวเก่า ๆ ที่ส่งผลให้เกิดพัฒนาการมาสู่ปัจจุบัน รวมไปถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างชีวิต และศิลปะ ประเด็นของเรื่องเวลาลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในใจของผู้ดู ผลงานของกนกพรยังเสนอเวลาอีกชนิดหนึ่ง นั้นคือเวลาจริงในการรับชมผลงาน เช่น เมื่อผู้ดูได้เห็นผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ผู้ดูจะรู้ได้ว่าจิตรกรต้องใช้เวลามากในการสร้าง รวมไปถึงการรับชมผลงานชิ้นใหญ่เช่นนี้ส่งผลให้ผู้ดูต้องขยับตัว และเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสำรวจผลงานในระยะต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการรับชมให้ทั่วถึงส่วนเทคนิควิธีการเขียนภาพของ กนกพร เมื่อพิจารณาในระยะใกล้เราจะพบว่าจิตรกรใช้ฝีแปรงที่มีความผ่อนคลายในการแทนค่าวัตถุสิ่งของ และใช้วิธีการเขียนแบบแบน ๆ ไม่ซับซ้อน สีสันในงานจิตรกรรมชิ้นนี้จึงคล้ายแถบสีจำนวนมากที่ได้รวมตัวกันเป็นภาพ ทั้งเทคนิคการเขียนสีน้ำมัน และการผสมมุมมองภาพได้ทำให้เราตระหนักถึงความจริง ความลวงไปพร้อม ๆ กัน จากประเด็นในข้างต้นนี้จึงเป็นการเผยให้เห็นคุณลักษณะเฉพาะ หรือเสน่ห์ของผลงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิมที่เป็นหลักฐานของการกระทำจากจิตรกร และสามารถกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึก และจินตนาการได้อย่างเต็มเปี่ยมที่สื่ออื่นไม่สามารถทดแทนได้
    ผลงานจิตรกรรมชิ้นต่อไปมีชื่อว่า “Knock Knock” โดย วีรวัฒน์ โพธิ์ชื่น ผลงานของวีรวัฒน์ใช้กลวิธีของศิลปะแห่งการหยิบยืม โดยเฉพาะภาพของสื่อบันเทิงในอดีตมาเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นรูปแบบหลักในการสร้างงาน ซึ่งผลงาน “Knock Knock” จิตรกรได้นำภาพของศิลปินนักร้องชื่อดังอย่าง Elvis Presley ซึ่งเป็นภาพอันคุ้นตาสำหรับเราในท่วงท่าลีลาการร้องเพลง และการเต้นของ Elvis ที่มีความเร้าใจ
    สอดคล้องไปกับแนวเพลงแบบ Rock and roll และเป็นสัญญะสำคัญของวัฒนธรรมอเมริกันที่ส่งอิทธิพลแพร่กระจายไปทั่วโลก การหยิบยืมรูปลักษณ์เช่นนี้ได้กระตุ้นให้จินตนาการ หรือระบบคิดของเราเริ่มคิดเป็น “เสียง” เนื้อร้อง ทำนองเพลงของ Elvis ควบคู่ไปกับการเห็น “ภาพ” และเมื่อเราพิจารณาในส่วนล่างของภาพผลงานเราจะพบกับข้อความตัวหนังสือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาของ Karaoke ผลงานจึงนำเสนอรูปแบบของสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี การปรากฏให้เห็นสองสิ่งในหนึ่งภาพ คือภาพ Elvis กับตัวอักษรทั้งสองส่วนจึงรวมกันทำให้ภาพจิตรกรรมที่มีความนิ่งกลับกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวทางความคิด และความทรงจำไปสู่เสียงที่เราเคยได้ยินอย่างติดหู และภาพที่ติดตา ถึงแม้ว่าภาพ และตัวอักษรในผลงานจะไม่ตรงไปกับความเข้าใจเดิมของเราเสียทั้งหมด กล่าวคือตัวอักษรในภาพเป็นเนื้อเพลงของวงดนตรีแนวป๊อปไทย คือวง สาวสาวสาว ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 90 การใช้ตัวอักษรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Elvis ผลงานของ วีรวัฒน์ จึงกระตุ้นให้เราคิดถึงบทเพลงสองแบบ และทำให้เราเห็นภาพรวมของสีสันในวันวาน คล้ายบรรยากาศของมหรสพที่ต่างประชันการแสดงในหลาย ๆ เวทีพร้อมกัน ส่วนเทคนิควิธีการเขียนภาพของวีรวัฒน์ จะใช้วิธีการเขียนสีแบบเกลี่ยเรียบเพื่อขับเน้นรูปทรง และตัวอักษร ความเรียบแบนนี้ยังทำให้เรานึกถึงรูปแบบ และเทคนิคการทำสิ่งพิมพ์ในอดีตที่มักจะมีสีสันดึงดูดสายตา และการใช้เทคนิค Collage ในการตัดต่อ และเชื่อมโยงภาพเพื่อให้เกิดองค์ประกอบภาพใหม่ วีรวัฒน์ได้ใช้กลวิธีในการเชื่อมโยงภาพต่าง ๆ เฉกเช่นเดียวกับสื่อในอดีต รูปแบบผลงานจิตรกรรมเช่นนี้จึงคล้ายการนำเสนอสุนทรียภาพแห่งยุคสมัยหนึ่ง ๆ เป็นที่น่าสนใจว่า “ภาพแห่งอดีต” ที่ วีรวัฒน์ ได้นำเสนอผ่านผลงานจิตรกรรมนี้กลับมีแรงกระตุ้นสูงยิ่งต่อการรำลึกถึง “เสียง” มันจึงทำให้เราเข้าใจได้ว่าเสียงนั้นมีบทบาทต่อการรับรู้ของมนุษย์มากเพียงใด ความจงใจในการให้ผลงานจิตรกรรมได้เชื่อมโยงภาพ ความทรงจำ จินตนาการ และเสียงให้ดังอยู่ในใจของผู้ดูท่ามกลางโลกยุคปัจจุบันได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการใช้สุนทรียภาพของงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิมมาคิดต่อยอด..(โปรดติดตามบทความตอนที่ 4 ต่อไป)
  • ภาพประทับใจ :
    ไม่พบรูปภาพ